ทั่วไป

โดย SMARTNEWS ONLINE

6 ก.ย. 2560 12:06 น.

จำนวนการเข้าชม 220 ครั้ง

คดีสาวหลอกหนุ่มแต่งงาน เชิดสินสอดหนี ตอนนี้เหยื่อชายหนุ่มที่ถูกหลอกเพิ่มเป็น 13 คนแล้ว ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หญิงสาวใช้วิธีแนบเนียนจนทำให้หลงเชื่อใจ
ชายหนุ่มผู้เสียหาย 12 คน และตัวแทนผู้เสียหายอีก 1 คน รวมเป็น 13 คน เดินทางพร้อมทนายสงกานต์ อัจฉริยทรัพย์ เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามเมื่อวานนี้ เพื่อดำเนินคดีกับ นางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือ น้ำมนต์ หรือ พร อายุ 33 ปี รวมถึง พ่อ-แม่ของ นางสาวจริยาภรณ์ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นผู้อื่น กรณีหลอกลวงแต่งงาน เชิดสินสอดหนี โดยผู้เสียหายนำหลักฐานการสนทนาผ่านเฟซบุ๊ค การ์ดแต่งงาน ชื่อบัญชีธนาคาร เข้ายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด้วย


ซึ่งทนายสงกานต์ บอกว่า เนื่องจากมีผู้เสียหายอยู่ในหลายพื้นที่ มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว จึงนำมารวมกันที่กองปราบปราม ซึ่งเบื้องต้นเหยื่อทุกคนถูกหลอกในแบบเดียวกัน โดยหญิงสาวใช้ชื่อว่า สร้อยเพชร พาลีวรรณ มีพฤติการจีบ พูดคุยกันไปมาผ่านเฟซบุ๊ค จนเกิดความสัมพันธ์กัน และบอกกับเหยื่อว่า พ่อแม่ขอสินสอด โดยเหยื่อแต่ละรายจะถูกหลอกให้โอนเงินเข้าธนาคารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ซึ่งใช้ชื่อ นางสาวสร้อยเพชร เป็นเจ้าของบัญชี จากนั้นก็มีงานแต่งงานก่อนหลบหนี และจากการตรวจสอบชื่อ สร้อยเพชร พาลีวรรณ พบว่า เป็นคนละคนกันกับ นางสาวจริยาภรณ์ และเชื่อว่าตัวของ สร้อยเพชร น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ เพราะว่าตั้งแต่มีการออกข่าวมา ตัวของสร้อยเพชรก็เงียบหาย และทางพนักงานสอบสวนในหลายท้องที่หลายโรงพักเคยออกหมายเรียกก็ไม่เคยเข้าพบ และในส่วนของสินสอดตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า สินสอดต้องเป็นสิ่งตอบแทนพ่อแม่ฝ่ายหญิง ดังนั้นพ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ต้องโดนคดีด้วย

นอกจากนี้จะขอให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีที่มีการโอนเงินไป ว่ามีการฝากถอนเข้าออกอย่างไร จะได้รู้ว่า นางสาวสร้อยเพชร มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร

นายประสาน เทียมแย้ม หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยกับทีมข่าวทรูโฟร์ยูว่าตนเองถูกหลอกเงินค่าสินสอดไป 4 แสนบาท ซึ่งได้จัดงานแต่งขึ้นเมื่อเดือนปลายปี 2558 หลังจากแต่งงานอยู่กินกันได้เพียง 4 วันเท่านั้น ก่อนที่นางจริยาภรณ์จะหายตัวไปและติดต่อไม่ได้อีกเลย ส่วนเหตุผลที่ทำให้ตนเองหลงเชื่อใจ เป็นเพราะได้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานและฝ่ายหญิงอ้างว่าตั้งครรภ์ ตนเองจึงต้องแสดงความรับผิดชอบ

ตำรวจบอกว่า เบื้องต้นจะดูว่าผู้เสียหายรายใดที่ยังไม่เคยแจ้งความ เจ้าหน้าที่จะรับเรื่องไว้เพื่อดำเนินคดี ส่วนที่มีการแจ้งความและมีหมายจับแล้ว ทางกองปราบปรามจะได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหา ซึ่งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น โดยอ้างตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องตรวจสอบด้วยว่า นางสาวสร้อยเพ็ชร มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดหรือไม่ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นการนำเอกสารนางสาวสร้อยเพ็ชร มาทำการเปิดบัญชีโดยแอบอ้าง ก็จะเพิ่มข้อหา ปลอมแปลงเอกสารทางราชการเพิ่มแก่กลุ่มผู้ต้องหาด้วย

สำหรับ นางสาว จริยาภรณ์ อดีตเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ เทศบาลตำบลนาแห้ว จ.เลย ถูกไล่ออกจากราชการเมื่อปี 2555 เนื่องจากอ้างว่าสามารถฝากคนเข้าทำงานที่เทศบาล โดยเรียกรับเงินผู้เสียหายรายละ 100,000 – 130,000 บาท ก่อนถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกง นอกจากนี้ยังพบถูกศาลจังหวัดชุมพร ออกหมายจับข้อหา ฉ้อโกง เนื่องจากชักดาบค่าทุเรียนกว่า 3 แสนบาท และมีหมายจับอีกหลายท้องที่ เช่น สภ.ประตูน้ำพระอินทร์ จ.ปทุมธานี ในเรื่องทำนองเดียวกันเป็นต้น 


ที่มา: True4U Smart News Online
บริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น จำกัด
118/1 อาคารทิปโก้ ถนนพระราม6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
ฝ่ายรายการ : 026998376
ฝ่ายโฆษณา : 027649679, 0829931560
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ : 026998664


©2015 True4U. All Rights Reserved.